สรุปใจความสำคัญรวมทั้งข้อเสนอะแนะจากเวทีเสียงสะท้อนกลับธรรมาภิบาลป่าดง

รายงานพิเศษ สรุปใจความสำคัญรวมทั้งข้อเสนอะแนะจากเวทีเสียงสะท้อนกลับธรรมาภิบาลป่าดง ครั้งที่ 1 “อุณหภูมิ 1.5 องศา กับความรีบเร่งที่ควรจะมีธรรมาภิบาลป่าดง”

ต้นทางประการสำคัญของการที่จะสกัดอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงมากขึ้น ก็เลยจำต้องเริ่มด้วยแนวทางการทำให้ระบบการจัดการจัดแจงภาคป่าดงของประเทศมีธรรมาภิบาลก่อนเป็นลำดับแรก รวมทั้งคนท้องถิ่นควรจะเข้าถึงสิทธิการครอบครองที่ดินป่าดง รวมทั้งการร่วมกันเฝ้าระวังรวมทั้งการตะโกนสะท้อนจากทุกภาคส่วน

ตอนวันที่ 13 เดือนธันวาคม 2561 ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปประจำเมืองไทย ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า(รีคอฟ) มูลนิธิรักษาไทย ที่ทำการปรับปรุงเทคโนโลยีอวกาศและก็ภูเขามิสารสนเทศ ผู้แทนภาครัฐ ภาคประชากรสังคมแล้วก็ชุมชน ได้ด้วยกันจัดเวทีเสียงสะท้อนกลับธรรมาภิบาลป่าดง “อุณหภูมิ 1.5 องศา กับความรีบเร่งที่จะต้องมีธรรมาภิบาลป่าดง ครั้งที่ 1″ในบังกะโลน่านกรีนเลค จังหวัด น่าน โดยมีนายอรรถยนต์พล เจริญก้าวหน้าอายุ อธิบดีกรมป่าไม้ เป็นประธานเปิดรวมทั้งกล่าวคำปาฐกถาพิเศษ แนวนโยบายและก็แนวทางรูปแบบการทำงานของภาครัฐ การจัดการจัดแจงป่าดงให้มีธรรมาภิบาล ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นและก็ตอบปัญหาจากผู้เข้าร่วมเวทีตลอด 2 ชั่วโมงเต็มในภาคเช้าตรู่ รวมทั้งภาคบ่ายเป็นการสนทนาระดมความคิดเห็นอย่างเข้มข้นจากนักปรับปรุงฯ นักกฏหมาย เกษตรกร ผู้แทนสถาบันฯ ภาคประชากรสังคมแล้วก็ชุมชน จากจังหวัดน่านรวมทั้งใกล้เคียงต่างพร้อมด้วยกันเปลี่ยนข้อมูลความเห็นที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดวิธีการสร้างธรรมาภิบาลป่าดงของเมืองไทยให้แข็งแกร่งและก็ยืนนาน

จากเวทีเสียงสะท้อนกลับคราวนี้ ได้สรุปหัวข้อแลกแล้วก็คำแนะนำ ดังต่อไปนี้

1. ผู้เข้าร่วมสะท้อนว่าถึงแม้ว่าการดำเนินการของเมืองจะมีความรุ่งโรจน์มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มองเห็นการปรับหน้าที่ของข้าราชการด้านป่าดง จุดหมายของหลักการทำงานของภาครัฐยังไม่ทะลุที่จะตอบปัญหาปัญหาที่เป็นอยู่แล้วก็ต่ออนาคตที่จะเกิดขึ้น ซึ่งผลจากความเคลื่อนไหวลักษณะภูมิอากาศอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผลพวงอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศ รวมทั้งการสูญเสียช่องทางสำหรับเพื่อการดึงการผลักดันและสนับสนุนทางด้านป่าดงจากเอกชนและก็ต่างชาติ ถ้าการจัดการจัดแจงป่าดงของไทยยังคงติดล็อคด้านกฎระเบียบข้อบังคับรวมทั้งการทำงานที่ยังคงช้าไปตรงเวลา

2. ทางด้าน GISTDA มีข้อแนะนำว่า ปัญหาป่าดงที่เกี่ยวพันกับปัญหาที่ดินควรจะทำด้วยความรวดเร็ว กรมป่าไม้ควรจะสนับสนุนหัวข้อการรังวัดชุมชน การรังวัดภาคเอกชน โดยที่กรมป่าไม้ต้องมีแบบอย่างรวมทั้งข้อตกลงเพื่อกำเนิดความรวดเร็วรวมทั้งปฏิบัติภารกิจเป็นเพียงแค่ผู้จำกัดดูแลแทนการปฏิบัติงานโดยเมืองเพียงอย่างเดียว นอกจกจากนี้กรมป่าไม้ควรจะสนับสนุนการปลูกป่าภาคเอกชนอย่างเป็นจริงเป็นจังและก็ทำให้นำไม้จากการปลูกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง โดยการทำการปลดล็อคกฎระเบียบที่เล็กๆน้อยๆเหลือเกิน รวมทั้งควรจะย้ำให้ประชากรได้รับการแบ่งปันคุณประโยชน์จากการสั่งสมคาร์บอนเครดิต โดยภาครัฐเป็นผู้ส่งเสริมการดูแลรักษาป่าตามกลไกโลกร้อน